ขึ้นชื่อประเทศไทย เรื่องอากาศร้อนคือยืนหนึ่ง!! ซึ่งช่วงที่พีคที่สุดคือ เดือนเมษายนไปจนถึงมิถุนายน ในช่วงอากาศร้อนอบอ้าวก็มาพร้อมกับพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นบ่อยๆ คุณแม่จึงต้องเตรียมรับมือกับโรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนแบบนี้
คราวนี้มาเตรียมเช็คเลย ว่าจะมีโรคอะไรบ้างที่จะเกิดในช่วงหน้าร้อน พร้อมวิธีการดูแลป้องกันให้ลูกเรากันค่ะ


🌡️ผดร้อน
เป็นตุ่มคันๆ ขนาดเล็กขึ้นตามร่างกาย เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปของผดร้อน โดยมักปรากฎขึ้นบริเวณใต้ร่มผ้า หรือบริเวณใบหน้า คอ หลัง อก และต้นขา ส่วนเด็กเล็กมักเกิดผดร้อนที่บริเวณคอ หัวไหล่ และหน้าอก บางครั้งพบที่ข้อพับ รักแร้ และขาหนีบ
- ตุ่มน้ำใสขนาด 1-2 มิลลิเมตร ไม่แสดงอาการเจ็บหรือคัน แต่อาจแตกเป็นสะเก็ดได้ง่าย มักเกิดจากการอุดตันในผิวหนังชั้นที่ตื้นที่สุด ทำให้เหงื่อที่รั่วออกมาจากท่อเหงื่อสะสมอยู่ใต้ผิวหนังบริเวณนั้นซึ่งถูกปกคลุมด้วยผิวหนังบาง ๆ โดยมักเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยสัมผัสอากาศร้อนไม่กี่วัน และพบได้ทั่วตัวในทารก หรือบริเวณลำตัวในผู้ใหญ่
- ผดแดง ซึ่งทำให้รู้สึกคัน เจ็บแสบ หรือระคายเคือง และมักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่มีการเสียดสี เช่น อก คอ หลัง และข้อพับ
- ตุ่มสีเนื้อขนาด 1-3 มิลลิเมตร ลักษณะคล้ายผิวห่าน และไม่แสดงอาการอื่น ๆ เกิดจากการรั่วของต่อมเหงื่อชั้นหนังแท้ ซึ่งมักเกิดในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังสัมผัสความร้อน
- ตุ่มเป็นหนองจากการอักเสบติดเชื้อ

🌡️โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก
โรคที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน เกิดจากอยู่ในที่กลางแจ้งหรือท่ามกลางอากาศร้อนมากเกินไป จนทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณภูมิสูงกว่าปกติ ซึ่งต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ ร้ายแรงสุดคืออาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
- ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงถึง 40 องศา
- ไม่มีเหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก
- หายใจถี่ ขีพจรเต้นแรง
- ปวดศรีษะ หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ
- อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน

🌡️โรคอาหารเป็นพิษ และอุจจาระร่วง
อาหารเป็นพิษ (Food poisoning) ภาวะที่เกิดจากรับประทานอาหาร หรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียเข้าไป หรือในบางครั้งอาจรวมถึงพิษจากโลหะหนักต่าง ๆ ด้วย ทำให้เกิดอาการทางระบบเดินอาหารที่รุนแรงแตกต่างกันไป
- อาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำและปวดมวนท้องรุนแรงเป็นส่วนใหญ่
- บางครั้งมีคลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้หนาวสั่นและปวดหัว
- บางครั้งมีอาการคล้ายเป็นบิด ถ่ายอุจจาระปนเลือดหรือมูก ไข้สูง ตรวจเลือด พบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูง

🌡️เลือดกำเดาไหล
มีสาเหตุเกิดจากหลอดเลือดขนาดเล็ก หรือเส้นเลือดฝอย ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากภายในบริเวณโพรงจมูกแตก ฉีกขาด จนทำให้มีเลือดไหลออกทางโพรงจมูก โดยอาจไหลออกมาเพียงข้างเดียวหรือทั่งสองข้าง เลือดกำเดาไหลส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรงและสามารถทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ที่บ้าน
- เลือดกำเดาไหลทางจมูกด้านหน้า (Anterior nosebleed) คือ เลือดกำเดาที่ไหลออกจากบริเวณส่วนหน้าของผนังกั้นโพรงจมูกทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นหลอดเลือดขนาดเล็กหลายแขนงที่มีความเปราะบาง และแตกง่าย เลือดกำเดาไหลประเภทนี้เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดโดยเฉพาะในเด็กและมักไม่ร้ายแรง โดยสามารถทำการปฐมพยาบาลเบี้องต้นที่บ้านได้
- เลือดกำเดาไหลทางด้านหลังโพรงจมูก (Posterior nosebleed) เป็นเลือดกำเดาที่ไหลออกทางด้านหลังโพรงจมูกส่วนที่อยู่ลึกลงไป ใกล้ลำคอซึ่งเกิดจากการฉีกขาดหรือแตกของหลอดเลือดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเลือดกำเดาออกที่มีความรุนแรงมากกว่าออกทางจมูกส่วนหน้า เพราะอาจมีเลือดออกในปริมาณที่มากกว่าและอาจไหลลงคอจนทำให้เกิดการสำลักได้ ดังนั้นหากมีเลือดกำเดาออกมากผิดปกติ ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์เพื่อทำการห้ามเลือดทันที

🌡️ไข้หวัดแดด
หรือ Summer Flu เป็นโรคลูกผสมที่เกิดจากการรับเชื้อไข้หวัดและความร้อนจัด หรือเจอกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหันพร้อมๆ กัน ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน จนสะสมความร้อนไว้ภายในร่างกายมากเกินไป ส่วนใหญ่โรคนี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ต้องเจอกับอากาศร้อนจัด หรืออยู่ในสถานที่ที่ได้รับรังสีความร้อน อากาศไม่ถ่ายเท มักจะพบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ กลุ่มอาชีพเกษตรกร นักกีฬา และผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคอ้วน
- มีไข้ต่ำๆ (ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียล)
- วิงเวียนและปวดศีรษะ
- ครั่นเนื้อครั่นตัวอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- ปากแห้ง คอแห้ง หรือ แสบคอ
- ท้องไส้ปั่นป่วน เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
- นอนไม่ค่อยหลับ

☀️กิจกรรมกลางแจ้งในช่วงหน้าร้อนก็ต้องระวัง ควรจะกำหนดช่วงเวลา เป็นตอนเช้าหรือตอนเย็น ที่แดดเริ่มร่มลงมาหน่อย ไม่ควรออกเล่นตอนเที่ยงเพราะเป็นช่วงที่แดดจัดมาก และควรดื่มน้ำ 6-8 แก้ว เลือกใส่เสื้อผ้าที่ถ่ายเทอากาศได้ดี และเป็นสีอ่อนที่ไม่ดูดซับความร้อน















Comment (1)